วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ประวัติขนมไทย ขนมไทยมงคล

ประวัติขนมไทย ขนมไทยมงคล

หากคุณคิดที่จะแต่งานแบบไทย ๆ สิ่งที่จะขาดไม่ได้อีกอย่างหนึ่งเห็นทีก็คือ ขนมไทยมงคลเนี่ยแหละค่ะ ที่อยู่คู่กับคนไทยทุกคู่มาทุกยุคทุกสมัย นอกจาก ขนมไทยมงคล จะเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตคู่ยังมีรสชาติอร่อยอีกต่างหาก และวันนี้เราก็มีประวัติขนมไทยน่ารู้มาฝากกันอีกด้วยได้รับความรู้เกี่ยวกับ ประวัติขนมไทย แล้วยังได้อร่อยกับ ขนมไทยมงคล อีกต่างหาก ว่าแล้วคุณคงจะอยากรู้ประวัติขนมไทยและขนมไทยมงคลที่จะต้องใช้ในพิธีแต่งงานแบบไทยกันแล้วใช่ไหมค่ะ เอาล่ะค่ะไม่พูดพร่ำทำเพลงก็มาดูกันเลยค่ะ แล้วจะจัดงานพิธีแต่งงานก็อย่าลืมขนมไทยมงคลที่เป็นเอกลักษณ์ของคนไทยด้วยนะค่ะ


ประวัติขนมไทย


ในสมัยโบราณคนไทยจะทำขนมเฉพาะวาระสำคัญเท่านั้น เป็นต้นว่า งานทำบุญ เทศกาลสำคัญ หรือ ต้อนรับแขกสำคัญ เพราะขนมบางชนิดจำเป็นต้องใช้กำลังคนอาศัยเวลาในการทำพอสมควร ส่วนใหญ่เป็น ขนมประเพณี เป็นต้นว่า ขนมงาน เนื่องในงานแต่งงาน ขนมพื้นบ้าน เช่น ขนมครก ขนมถ้วย ฯลฯ ส่วนขนมในรั้วในวังจะมีหน้าตาจุ๋มจิ๋มประณีตวิจิตรบรรจงในการจัดวางรูปทรงขนมสวยงาม

ขนมไทยที่นิยมทำกันทุก ๆ ภาคของประเทศไทยในพิธีการต่าง ๆ เนื่องในการทำบุญเลี้ยงพระก็คือ ขนมจากไข่ และมักถือเคล็ดจากชื่อและลักษณะของขนมนั้น ๆ งานศิริมงคลต่าง ๆ เช่น งานมงคลสมรส ทำบุญวันเกิด หรือทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ส่วนใหญ่ก็จะมีการเลี้ยงพระกับแขกที่มาในงานเพื่อเป็นศิริมงคลของงาน ขนมก็จะมี ฝอยทอง เพื่อหวังให้อยู่ด้วยกันยืดยาวมีอายุยืน ขนมชั้น ก็ให้ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน ขนมถ้วยฟู ก็ขอให้เฟื่องฟู ขนมทองเอก ก็ขอให้ได้เป็นเอก เป็นต้น

สมัยรัตนโกสินทร์ จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวีกล่าวไว้ว่า ในงานสมโภชพระแก้วมรกตและฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดารามได้มีเครื่องตั้งสำรับหวานสำหรับพระสงฆ์ 2,000 รูป ประกอบด้วย ขนมไส้ไก่ ขนมฝอย ข้าวเหนียวแก้ว ขนมผิง กล้วยฉาบ ล่าเตียง หรุ่ม สังขยา ฝอยทอง และขนมตะไล

ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการพิมพ์ตำราอาหารออกเผยแพร่รวมถึงตำราขนมไทยด้วยจึงนับได้ว่า วัฒนธรรมขนมไทยมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรก ตำราอาหารไทยเล่มแรกคือ แม่ครัวหัวป่าก์ เขียนโดยท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ในหนังสือเล่มนี้มีรายการสำรับของหวานเลี้ยงพระได้แก่ ทองหยิบ ฝอยทอง ขนมหม้อแกง ขนมหันตรา ขนมถ้วยฟู ขนมลืมกลืน ข้วเหนียวแก้ว วุ้นผลมะปราง

ในสมัยต่อมาเมื่อการค้าเจริญขึ้นในตลาดมีขนมนานาชนิดมาขายทั้งขายอยู่กับที่ แบกกระบุง หาบเร่ และมีการปรับปรุงการบรรจุหีบห่อไปตามยุคสมัย เช่นในปัจจุบันมีการบรรจุในกล่องโฟมแทนการห่อด้วยใบตองในอดีต



ประวัติขนมไทย ขนมไทยมงคล


ขนมไทยมงคล


- ขนมกงหรือขนมกงเกวียน ซึ่งหมายถึงกงเกวียนที่หมุนไปข้างหน้าเช่นเดียวกับพระธรรมจักร ความหมายที่ต้องการสื่อถึงงานแต่งงานก็คือ ต้องการให้คู่บ่าวสาวรักและครองคู่อยู่ด้วยกันชั่วนิจนิรันดร์ 

- ขนมสามเกลอ 
ซึ่งเป็นขนมที่แสดงถึงความสามัคคีและไม่มีวันพรากจากกันโดยใช้เป็นขนมเสี่ยงทายในงานแต่งงาน ลักษณะของขนมสามเกลอเป็นลูกกลม ๆ เรียงกัน 3 ลูกแบบก้อนเส้า การเสี่ยงทายจะดูกันตอนทอด กล่าวคือ ถ้าทอดแล้วยังอยู่ติดกัน 3 ลูก ถือว่าบ่าวสาวจะรักใคร่กลมเกลียวกัน ถ้าทอดแล้วติดกัน 2 ลูกแสดงว่า จะมีลูกยากหรือไม่มีเลย และถ้าหลุดจากกันหมดไม่ติดกันเลย แสดงว่า ชีวิตคู่จะไม่ยั่งยืนหรือชีวิตสมรสจะไม่มีความสุข อีกนัยหนึ่งถ้าทอดขนมสามเกลอแล้วพองฟูขึ้นจะถือว่า เป็นคู่ที่เหมาะสมกับราวกิ่งทองกับใบหยก แต่ถ้าทอดแล้วด้านไม่พองฟูก็ถือว่า ใช้ไม่ได้ 

- ขนมทองหยิบ ทองหยอด ทองพลู ทองโปร่ง ทองม้วน ทองเอก เป็นขนมมงคล เชื่อกันว่าจะมีเงินทองใช้อย่างล้นเหลือไม่รู้จักหมดสิ้นและทำให้นึกถึงความร่ำรวย เพราะไม่ว่าจะหยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด แถมยังมีเงินมีทองใช้ไม่รู้จักหมดสิ้น โดยเฉพาะขนมทองเอกจะแสดงถึงความเป็นหนึ่งและเป็นที่สุด

- ขนมเม็ดขนุน ในงานมงคลต่าง ๆ ให้ความหมายว่า ทำกิจการใดก็จะมีคนคอยสนับสนุนค้ำจุนช่วยเหลือไม่มีวันตกต่ำ และในงานแต่งงานจะแทนคำอวยพรว่าจะทำอะไรก็มีแต่คนคอยสนับสนุนค้ำจุนให้เจริญก้าวหน้า

- ขนมข้าวเหนียวแก้ว หากมีขนมนี้ใช้ในงานมงคลใด ๆ ชีวิตก็จะมีความเหนียวแน่นเป็นปึกแผ่นมั่นคง

- ขนมฝอยทอง หากใช้ในงานแต่งงานถือเคล็ดกันว่า ห้ามตัดให้สั้นต้องปล่อยให้ยืดยาวอย่างนั้น เพราะคู่บ่าวสาวจะได้รักกันยืนยาวและครองคู่อยู่ด้วยกันตลอดไป

- ขนมจ่ามงกุฎ
 นิยมทำกันในงานฉลองยศ ฉลองตำแหน่ง เพราะมีความหมายว่าจะมีลาภยศอันสูงส่งเป็นนิมิตหมายอันดีในหน้าที่การงานสืบไป ส่วนในงานแต่งงานจะแทนคำอวยพรให้เจริญก้าวหน้าเพียบพร้อมด้วยยศฐาบรรดาศักดิ์

- ขนมเทียนหรือขนมนมสาว ให้ความหมายถึงความสว่างไสวความรุ่งโรจน์ของชีวิต

- ขนมถ้วยฟู ขนมปุยฝ้าย มีความหมายว่าความรุ่งเรืองความเฟื่องฟูของชีวิต

- ขนมโพรงแสม เป็นขนมแต่งงานที่เก่าแก่และมีมานานชนิดหนึ่งโบราณท่านเปรียบขนมนี้ว่า เสมือนเสาบ้านที่คูบ่าวสาวจะอยู่กันได้ยั่งยืนตลอดไป

- ขนมเสน่ห์จันทร์ มีความหมายว่าจะทำให้เป็นคนมีเสน่ห์ มีแต่คนรักใคร่
ขอขอบคุณข้อมูลจาก wikipedia ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต

นิยามรัก

นิยามรัก

วันนี้ทีมงานเว็บไซน์เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) โดยผู้แต่ง ลูกกวาด ขอรังสรรค์บทความที่มีชื่อว่า นิยามรัก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งมุมมองของโลกแห่งความรัก แม้ว่า นิยามรัก ในทุกๆ มุมมองของแต่ละบุคคลอาจจะไม่เหมือนกัน บางคนสุข บางคนทนทุกข์ บางคนโกรธ บางคนชัง บางคนเกียจ บางคนแค้น แต่ในโลกแห่งความรักมักมีหลากอารมณ์หลากสีสันขึ้นอยู่ที่คนเรานั้นจะเลือกกำหนดและเดินไปในแนวทางไหน อารมณ์ ความรู้สึก คือสิ่งที่ต้องควบคุมเพื่อประคับประคองความรักไปได้อย่างมีความสุข 

ความเชื่อใจ ไว้ใจ ในโลกแห่งความรักถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องจดจำ หากคนเราปราศจากซึ่งความไว้เนื้อเชื่อใจโลกแห่งความรักที่สวยงามก็อาจต้องมลายจบลงในที่สุด แล้วคุณล่ะอยากมี นิยามรัก ของตัวคุณเองในรูปแบบไหนกัน อยากจับสีสันของอะไรในโลกแห่งความรัก

ไม่ว่าโลกแห่งความรักจะมีความสุขหรือความทุกข์สิ่งเดียวที่ทุกๆ คนเป็นเหมือนกันนั่นก็คือ มักวิ่งเข้าหาความรัก ไขว่ขว้ามาให้ได้ซึ่งความรัก แม้ไม่รู้ว่า ความรักนั้นจะได้มาซึ่งความสุขเพียงใด หรือ ความรักนั้นจะได้มาซึ่งความเจ็บปวดเพียงใด การให้นิยามรักก็เช่นเดียวกันมักจะมีหลากหลายอารมณ์ หลากหลายเหตุผล และหลากหลายสีสันซึ่งก็ล้วนแต่จะตีความหมายกันออกไป แต่สิ่งหนึ่งในโลกแห่งความรักมักจะติดตัวเราอยู่เสมอนั่นคือ นิยามรัก ในแบบของฉัน (นั่นคือตัวเราเอง)


นิยามรักแท้


นิยามรัก

ความรักอาจจะเป็นสิ่งที่สวยงามสำหรับบางคน

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้สึกดีไปกับความรัก

ความรักสามารถเปลี่ยนโลกและมุมมองใหม่ๆ ได้เสมอ

แต่ไม่เสมอไปที่ใครจะเปลี่ยนมุมมองความรักของใครอีกคน

ในโลกแห่งความรักมักมีความทุกข์ที่ซ่อนอยู่

ในโลกแห่งการเรียนรู้มักมีอะไรที่แอบแฝง

แต่ใครก็รู้ว่าในโลกแห่งความรักนั้นมันมีความสุขมากแค่ไหน

ความรู้สึก โกรธ เกียจ ในความรักอาจทำให้เป็นทุกข์

แต่ถ้ารู้จักหยุดความรักอาจจะทำให้อะไรนั้นดีขึ้น

ความรักคือ บทเรียนราคาแพง และ ความรักก็คือ สิ่งที่ล้ำค่าเช่นเดียวกัน

หากแต่ใครเหล่าจะเข้าใจในหัวใจหลักของความรัก

จงเลือกรักให้เป็นแล้วมีความสุข

ดีกว่าเลือกความรักแบบทุกข์ๆ จนต้องทนเจ็บปวดอยู่กับความชัง

ทีมงานเว็บไซต์ N3K.IN.TH งานเขียนชุด นิยามรัก โดย ลูกกวาด : ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต

สมุนไพรแก้ปวดประจำเดือน "ตัวช่วยให้หายปวดท้อง"

สมุนไพรแก้ปวดประจำเดือน "ตัวช่วยให้หายปวดท้อง"

วันนี้เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) มีสมุนไพรแก้ปวดประจำเดือนมาฝากกันค่ะ ซึ่ง สมุนไพรแก้ปวดประจำเดือน นี้เป็นสมุนไพรใกล้ตัวสาวๆ อย่างที่เราไม่ควรพลาดเลยนะค่ะ อาการปวดท้องประจำเดือนคืออีกหนึ่งปัญหาที่สุดแสนจะทรมานสำหรับสาวๆ จำนวนมากเลยทีเดียวนะค่ะ ถ้าใครที่เคยมีอาการปวดท้องประจำเดือนจะรู้ทันทีเลยว่าอาการเหล่านี้มันทรมานขนาดไหน แล้วทุกๆ เดือนของสาวๆ อย่างเราๆ จะต้องมาทนทรมานกับการปวดท้องคงจะไม่ไหวแน่ๆ วันนี้เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) ก็เลยนำเอา สมุนไพรแก้ปวดประจำเดือน มาแนะนำให้คุณสาวๆ ได้รู้กันค่ะ สมุนไพรแก้ปวดประจำเดือน เป็นสมุนไพรที่ไม่เป็นอันตรายและแถมยังไม่แพงมากมายและหาซึ่งได้ง่ายๆ เพราะ สมุนไพรแก้ปวดประจำเดือน นั้นมีใกล้ตัวเราอีกด้วยนะค่ะ รับรองว่า สมุนไพรแก้ปวดประจำเดือน นี้จะช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนของคุณสาวๆ ได้เป็นอย่างดีแน่นอนค่ะ ถ้าอย่างนั้นอย่าร้อช้ารีบๆ ไปรู้จัก สมุนไพรแก้ปวดประจำเดือน ไปพร้อมๆ กับเอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) กันเลยดีกว่านะค่ะ


มุนไพรแก้ปวดประจำเดือน



3 สมุนไพรแก้ปวดประจำเดือน

1. ตังกุย

มีผลช่วยในการดูแลสุขภาพของมดลูกผู้หญิงเราโดยตรงทีเดียว เพราะอุดมไปด้วยวิตามินบี 12 และมีกรดโฟลิกสูงซึ่งช่วยบำรุงเลือดได้อย่างดี ถ้าหากทานเป็นประจำจะช่วยลดอาการปวดท้อง ช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ และช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมนของผู้หญิงได้อีกด้วย

2. ใบตำลึง

มีแมกนีเซียมและธาตุเหล็กที่ช่วยไม่ปวดเกร็งกล้ามเนื้อหรือลดอาการตะคริว จึงมีส่วนช่วยในการลดอาการปวดเกร็งช่วงท้องได้ด้วย นอกจากนี้แมกนีเซียมยังพบได้อีกในเนื้อสัตว์ และตับหมู

3. น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส

ในน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสจะมีกรดไขมันที่ชื่อว่า กรดแกมม่า ไลโนเลนิก ซึ่งมีคุณสมบัติลดหรือต้านการอักเสบ ช่วยรักษาระดับฮอร์โมนในร่างกายของผู้หญิง แถมยังช่วยลดอาการปวดเกร็งท้อง ลดการปวดหน้าอก และอาการตัวบวมช่วงก่อนหรือช่วงมีประจำเดือนได้


ขอขอบคุณข้อมูลสมุนไพรไทยจาก womansstory ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต


http://www.n3k.in.th/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99

สรรพคุณ และ ประโยชน์ของเปลือกผลไม้ ผัก

สรรพคุณ และ ประโยชน์ของเปลือกผลไม้ ผัก

วันนี้เรานำความรู้เรื่องสรรพคุณและประโยชน์ของเปลือกผลไม้ ผัก มาฝากกันอีกเช่นเคยค่ะ เอ๊ะ...ใครที่ชอบทานผลไม้หรือผักกันแบบปลอกเปลือกอยู่เสมออย่างเช่น แอปเปิ้ล มะนาว ฝรั่ง ฯลฯ คุณรู้ไหมว่าสิ่งเหล่านี้ที่คุณปลอกทิ้งไปอาจจะทำให้คุณสูญเสียสรรพคุณและ ประโยชน์ของเปลือกผลไม้ ผัก บ้างอย่างไปอย่างน่าเสียดาย ฉะนั้นแล้วเพื่อให้ได้สรรพคุณและ ประโยชน์ของเปลือกผลไม้ ผัก อย่างสุงสุดลองหันมารับประทานเปลือกผลไม้กันดูนะค่ะ (ต้องเป็นผลไม้และผักที่ทานได้นะค่ะ) อ้อ...แล้วหากใครลองหันมารับประทานเปลือกผลไม้และผักก็อย่างลืมใส่ใจในเรื่องความสะอาดในการล้างผักและผลไม้ด้วยนะค่ะ นั้นเรามาดูสรรพคุณและประโยชน์ของเปลือกผลไม้ ผัก กันเลยค่ะ


สรรพคุณ และ ประโยชน์ของเปลือกผลไม้ ผัก


สรรพคุณ / ประโยชน์ของเปลือกผลไม้ ผัก


นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์คลีย์ ทำวิจัยไว้ว่า

- เปลือกแอปเปิ้ล เชื่อว่ามีผลในการต่อต้านมะเร็ง ตามที่นักวิจัยพบว่าเปลือกของแอปเปิ้ลแดงผลหนึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระเทียบเท่าวิตามินซี 820 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่ได้จากน้ำส้มคั้นถึง 2 ควอตช์ เลยทีเดียว

- เปลือกมันฝรั่ง อุดมไปด้วยใยอาหาร (fiber) ธาตุเหล็ก โปแตสเซียม และวิตามินบี มากกว่าที่ได้จากเนื้อมันเสียอีกเมื่อเทียบปริมาณเท่าๆ กันแล้ว

- ผิวส้ม มะนาว หรือมะกรูด มี สารดี-ไลโมนีน (น้ำมันหอมระเหยชนิดหนึ่ง) เทอปีน เฮสเพอริดีน (ยาป้องกันการตกเลือดโดยลดความเปราะของเส้นเลือด) คูมาริน (สารต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย) และแคโรทีนอยด์ (สารสีเหลืองช่วยต้านอนุมูลอิสระ) ซึ่งดีต่อสุขภาพ

รู้อย่างนี้แล้ว ก็ลองหันมาทานผักผลไม้พร้อมทั้งเปลือกดู แต่ก่อนทานก็อย่าลืมล้างให้สะอาดก่อนแล้วกัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก เดลินิวส์ ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

http://www.n3k.in.th/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89 

ผลไม้บำรุงเลือด "บำรุงสุขภาพ"

ผลไม้บำรุงเลือด "บำรุงสุขภาพ"

ช่วงนี้ใครรู้สึกว่าขาดเลือดอยู่ละก็วันนี้เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) มีผลไม้บำรุงเลือด บำรุงสุขภาพ มาฝากกันอีกด้วย ผลไม้นอกจากจะจัดเป็นสมุนไพรที่ช่วยรักษาโรคและมีคุณประโยชน์มากมายก่ายกองแล้ว ในผลไม้ยังอุดมไปด้วยวิตตามินอีกหลายชนิดที่เรายังไม่รู้ และวันนี้เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) จะพาคุณๆ มารู้จักกับ ผลไม้บำรุงเลือด ซึ่ง ผลไม้บำรุงเลือด เหล่านี้จะมีคุณประโยชน์อย่างไรกันและมีผลไม้ชนิดใดบ้างที่ช่วยบำรุงเลือดได้เป็นอย่างดี เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) ก็ไม่พลาดที่จะนำ ผลไม้บำรุงเลือด เหล่านี้มาบอกให้คุณๆ ผู้รักสุขภาพและชอบทานผลไม้กันให้รู้อย่างแน่นอน ว่าแล้วเราก็มาเริ่มทำความรู้จักกับ ผลไม้บำรุงเลือด บำรุงสุขภาพ กันเลยดีกว่าค่ะ


ผลไม้บำรุงเลือด


5 ผลไม้บำรุงเลือด

1. ทับทิม

ผลไม้บำรุงเลือด

2. แก้วมังกร

ผลไม้บำรุงเลือด

3. สตรอว์เบอร์รี่

ผลไม้บำรุงเลือด

4. กล้วย

ด้วยคุณสมบัติของแร่ธาตุแมกนีเซียมที่อุดมอยู่ในกล้วยช่วยบำรุงผิวที่ขาวซีดให้กลับมาเปล่งปลั่งดูมีเลือดฝาด จากผลการวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ใน American Journal of Epidemiology เผยว่าการบริโภคกล้วยเป็นประจำทุกวันส่งผลต่อสุขภาพเลือดคือ ช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคลูคีเมีย (มะเร็งเม็ดเลือดขาว) โดยเฉพาะในเด็กช่วงอายุ 0-2 ปี

5. แตงโม

จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยเนราดาในสหรัฐเผยว่า หากบริโภคแตงโมเพียงครึ่งผลต่อวันดีต่อระบบไหลเวียนโลหิต เพราะกรดอะมิโนอาร์จีโนน์ (Arginine) ที่ร่างกายเปลี่ยนให้เป็นสารในตริกออกไซด์ (Nitric oxide) ทำให้เลือดสมบูรณ์ขึ้นถึงร้อยละ 22 จึงช่วยป้องกันภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายและภาวะหลอดเลือดแข็งตัว

ไม่ใช่แค่ธาตุเหล็กและโปรตีนเพียงเท่านั้นที่จะช่วยให้อวัยวะภายในของเราผลิตเลือดได้อย่างเป็นปกติ แต่ยังมีวิธีที่ง่ายๆ อีกสองสิ่งคือ การดื่มน้ำเปล่าให้บ่อยครั้งในแต่ละวันซึ่งจะช่วยให้เลือดของเราไม่มีลักษณะข้นเหนียวจนเกินไปด้วย นอกจากนี้ยังต้องทำกายบริหารทุกวันเพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนอยู่ตลอด เพียงเท่านี้ก็ช่วยปกป้องร่างกายของเราให้ห่างไกลปัญหาสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาวได้แล้ว

ขอขอบคุณข้อมูลสมุนไพรไทยจาก สุขกายสบายใจ ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต


http://www.n3k.in.th/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3/%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%9A%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94

การส่งดอกไม้วันวาเลนไทน์

วันนักบุญวาเลนไทน์ (อังกฤษ: Saint Valentine’s Day) หรือที่เป็นที่รู้จักว่า วันวาเลนไทน์ (Valentine’s Day) ตรงกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นวันประเพณีที่คู่รักบอกให้กันและกันทราบเกี่ยวกับความรักของพวกเขา โดยการส่งการ์ดวาเลนไทน์ ซึ่งโดยมากจะไม่ระบุชื่อ
ประวัติ
วันวาเลนไทน์นั้นมีมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน ในกรุงโรมสมัยก่อนนั้น วันที่ 14 กุมภาพันธ์ จะเป็นวันเฉลิมฉลองของจูโนซึ่งเป็นราชินีแห่งเหล่าเทพและเทพธิดาของโรมัน ชาวโรมันรู้จักเธอในนามของเทพธิดาแห่ง อิสตรีและการแต่งงาน และในวันถัดมาคือวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ก็จะเป็นวันเริ่มต้นงานเลี้ยงของ Lupercalia การดำเนินชีวิตของเด็กหนุ่มและเด็กสาวในสมัยนั้นจะถูกแยกจากกันอย่างเด็ดขาด แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีประเพณี อย่างนึง ซึ่งเด็กหนุ่มสาวยังสืบทอดต่อกันมา คือ คืนก่อนวันเฉลิมฉลอง Lupercalia นั้นชื่อของเด็กสาวทุกคนจะถูกเขียนลงในเศษกระดาษเล็ก ๆ และจะใส่เอาไว้ในเหยือก เด็กหนุ่มแต่ละคนจะดึงชื่อของเด็กสาวออกจากเหยือก แล้วหลังจากนั้นก็จะจับคู่กันในงานเฉลิมฉลอง บางครั้งการจับคู่นี้ ท้ายที่สุดก็จะจบลงด้วยการที่เด็กหนุ่มและเด็กสาวทั้งสองนั้นได้ตกหลุมรักกันและแต่งงานกันในที่สุด


ในรัชสมัยของ จักรพรรดิคลอดิอัสที่ 2 (Emperor Claudius II) แห่งกรุงโรม พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีใจคอดุร้ายและทรงนิยมการทำสงครามนองเลือด ได้ทรงตระหนักว่าเหตุที่ ชายหนุ่มส่วนมากไม่ประสงค์จะเข้าร่วม ในกองทัพเนื่องจากไม่อยากจากคู่รัก และครอบครัวไป จึงทรงมีพระราชโอง การสั่งห้ามมิให้มีการจัดพิธีหมั้นและแต่งงานกันในโรมโดยเด็ดขาด ทำให้ ประชาชนทุกข์ใจเป็นอย่างยิ่ง และขณะนั้น มีนักบุญรูปหนึ่งนามว่า เซนต์วาเลนไทน์ หรือวาเลนตินัส ซึ่งอาศัยอยู่ในโรมได้ ร่วมมือกับเซนต์มาริอัสจัดพิธีแต่งงานให้กับ ชาวคริสต์หลายคู่ และด้วยความปรารถนา ดีนี้เองจึงทำให้วาเลนไทน์ถูกจับและระ หว่างนี้ก็ยังคงส่งคำอวยพรวาเลนไทน์ ของเขาเองขณะที่เขาเป็นนักโทษ เป็นความเชื่อว่าวาเลนไทน์ได้ตกหลุมรักหญิง สาวที่เป็นลูกสาวของผู้คุมที่ชื่อจูเลีย ซึ่งได้มาเยี่ยมเขาระหว่างที่ถูกคุมขัง ในคืนก่อนที่วาเลนไทน์จะสิ้นชีวิตโดยการถูกตัดศีรษะ เขาได้ส่งจดหมายฉบับ สุดท้ายถึงจูเลีย โดยลงท้ายว่า “From Your Valentine”



การส่งดอกไม้วันวาเลนไทน์
มนุษย์ได้ใช้ดอกไม้เป็นสื่อในการแสดงความรักต่อกันมานานแล้ว เราคิดว่าดอกไม้เป็นสิ่งความรักของหนุ่มสาวเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วดอกไม้ยังใช้สื่อความรักได้หลายรูปแบบ ทั้งยังไม่จำกัดอายุและเพศอีกด้วย

  • กุหลาบแดง (Red Rose) : จะใช้ในความหมายแทน ประโยคที่ว่า “ฉันรักเธอ”
  • กุหลาบขาว (White Rose) : กุหลาบขาวแทนความหมายแห่งความรักอันบริสุทธิ์
  • กุหลาบชมพู (Pink Rose) : มักถูกใช้แทนความรักแบบโรแมนติก และความเสน่หาต่อกัน
  • กุหลาบเหลือง (Yellow Rose) : สีเหลืองเป็นสีแห่งความสดใส แทนความรักแบบเพื่อน
โดยในการมอบดอกกุหลาบในวันวาเลนไทน์นั้นเชื่อกันว่า จำนวนดอกกุหลาบที่มอบแก่กันนั้น มีความหมายต่อความรักกันอีกด้วย โดยได้แก่
  • 1 ดอก หมายถึง ความรักแบบ รับแรกพบ
  • 2 ดอก หมายถึงการแสดงความยินดี
  • 3 ดอก แทนคำบอกรักว่า ฉันรักเธอ
  • 7 ดอก แทนคำพูดที่ว่า เธอทำให้ฉันหลงเสน่ห์
  • 9 ดอก แทนความหมายที่ว่า ทั้งสองคนจะรักกันตลอดไป
  • 10 ดอก แทนความหมายว่า เธอเป็นคนที่ดีเลิศที่สุด
  • 11 ดอก แทนความหมายว่า การเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดของฉัน
  • 12 ดอก แทนความหมายว่า การขอให้เธอเป็นคู่ฉัน
  • 13 ดอก แทนความหมายว่า ความเป็นเพื่อนแท้เสมอ (ซึ่งอีกนัยหนึ่งคือ การบอกปฏิเสธด้วยความรักอย่างเพื่อน)
  • 15 ดอก แทนความหมายว่า แทนความรู้สึกเสียใจจริง
  • 20 ดอก แทนความหมายว่า ความจริงใจต่อกัน
  • 21 ดอก แทนความหมายว่า ถึงการมอบชีวิตอุทิศให้
  • 36 ดอก แทนความหมายว่า ความทรงจำที่แสนหวานที่ยังมีต่อกัน
  • 40 ดอก แทนความหมายว่า ยืนยันว่าความรักเป็นรักแท้
  • 99 ดอก แทนคำพูดที่ว่า ฉันรักเธอจนวันตาย
  • 100 ดอก แทนคำพูดที่ว่า ฉันอุทิศชีวิตนี้เพื่อเธอ
  • 101 ดอก แทนคำพูดที่ว่า ฉันมีเธอเพียงคนเดียวเท่านั้น
  • 108 ดอก แทนความหมายถึงการขอแต่งงานแบบอ้อมๆ ที่ผู้ให้ไม่กล้าพูด
  • 999 ดอก แทนคำพูดที่ว่า ฉันจะรักเธอจนวินาทีสุดท้าย
  • 1,000 ดอก แทนคำพูดที่ว่า ฉันจะรักเธอจนวันตาย
  • 9,999 ดอก แทนคำพูดที่ว่า ฉันจะรักเธอชั่วนิรันดร



วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 หลังจากนั้นศพของเขาได้ถูกเก็บไว้ที่โบสถ์พราซีเดส 
(Praxedes) ณ กรุงโรม จูเลียได้ปลูกต้นอามันต์ หรืออัลมอลต์สีชมพู ไว้ใกล้หลุมศพของวาเลนตินัส แด่ผู้เป็นที่รักของเธอ โดยในทุกวันนี้ ต้นอามันต์สีชมพูได้เป็นตัวแทนแห่งรักนิรันดรและมิตรภาพ อันสวยงาม และคำนี้ก็เป็นคำที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่าเบื้องหลังความเป็นจริงของวาเลนไทน์จะเป็นตำนานที่มืดมัว แต่เรื่องราวยังคงแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกสงสาร ความกล้าหาญและที่สำคัญที่สุดเป็นเครื่องหมายของความโรแมนติค จึงไม่น่าประหลาดใจ เลยว่าในช่วงยุคกลางวาเลนไทน์เป็นนักบุญ ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในอังกฤษและฝรั่งเศส ต่อมาพระในนิกายโรมันคาทอลิกจึงเลือกให้ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความรักและดูเหมือนว่ายัง คงเป็นธรรมเนียมที่ชายหนุ่มจะเลือกหญิงสาวที่ตนเองพึงใจในวันวาเลนไทน์ สืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้




ยานอนหลับจากต้นขี้เหล็ก

ยานอนหลับจากต้นขี้เหล็ก



ปัญหานอนไม่หลับนั้นเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยมาก และเป็นปัญหาการนอนที่พบได้มากที่สุด การแก้ไขปัญหานอนไม่หลับนี้ ที่จริงแล้วการแก้ปัญหานอนไม่หลับด้วยวิธีการไม่ใช้ยานั้นจัดว่าเป็นข้อแนะนำแรก ๆ ที่ควรทำและทั้ง ๆที่ประสิทธิภาพของการบำบัดแบบไม่ใช้ยานั้นได้รับการศึกษาอย่างมาก และยืนยันว่ามีประสิทธิภาพในการรักษาโรคนอนไม่หลับ แพทย์ส่วนใหญ่มักเน้นการใช้ยานอนหลับโดยเฉพาะยาในกลุ่มเบนโซไดอะเซปีนส์ทั้ง แต่อาจด้วยความเคยชินรวมทั้งอิทธิพลจากบริษัทยาที่ทำให้การแก้ไขปัญหานอนไม่หลับด้วยการใช้ยานั้นจะเป็นสิ่งที่ถูกใช้เป็นอันดับแรก ๆ
ทางการแพทย์แผนไทย และคนสมัยโบราณรู้จักกันดีถึงวิธีแก้อาการนอนไม่หลับโดยไม่ต้องพึ่งยานอนหลับที่ทำจากสารเคมี ทางเลือกใหม่ในยุคเศรษฐกิจขณะนี้ ขี้เหล็ก เป็นสมุนไพรที่สามารถช่วยให้ท่าน ใช้แทนยานอนหลับได้ ขี้เหล็กเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 8-15 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มแคบทึบสีเขียวเข้ม เรารู้จักกันมานานแล้วมีชื่อต่าง ๆ กันตามท้องถิ่น เช่น
  • ขี้เหล็กบ้าน ขี้เหล็กหลวง (เหนือ)
  • ขี้เหล็กเผือก (เชียงใหม่)
  • ขี้เหล็กใหญ่ (ภาคกลาง)
  • ยะหา (ปัตตานี)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Cassia Siamea Britt
ส่วนที่นำมาใช้ ใบอ่อนและดอก ช่วงที่เก็บเป็นยาช่วงเวลาที่มีใบอ่อน และดอก รสและสรรพคุณ ดอกตูมและใบอ่อน มีรสขม ช่วยระบายท้อง ทำให้นอนหลับ และเจริญอาหาร
ได้มีการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาพบว่า สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ของใบขี้เหล็ก มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง ทำให้สัตว์ทดลองมีอาการซึม เคลื่อนไหวช้าชอบซุกตัว แต่ไม่หลับ และศึกษาโดยใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการกระวนกระวาย นอนไม่หลับ พบว่าสารสกัดใบขี้เหล็กด้วยแอลกอฮอล์ มีฤทธิ์สงบประสาทได้ดี ช่วยให้นอนหลับ และระงับอาการตื่นเต้นทางประสาทได้ แต่ไม่ใช่ยานอนหลับโดยตรง และไม่พบอาการเป็นพิษ มีความปลอดภัยในการใช้สูง
ถ้าเราจะเตรียมใช้เองเมื่อเกิดอาการนอนไม่หลับ มีความรู้สึกกังวล เบื่ออาหาร ให้ใช้ใบขี้เหล็กแห้งหนัก 30 กรัม หรือใบสดหนัก 50 กรัม ต้มเอาน้ำรับประทานก่อนนอน หรือใช้ใบอ่อนทำเป็นยาดองเหล้า (ใส่เหล้าขาวพอท่วมยา แช่ไว้ 7 วัน ต้องคนทุกวัน ให้น้ำยาสม่ำเสมอ กรองกากออก จะได้ยาดองเหล้าขี้เหล็ก) ดื่มครั้งละ 1-2 ช้อนชาก่อนนอนจะช่วยให้ท่านอนหลับสบายโดยไม่ต้องพึ่งยาจากการสังเคราะห์  การใช้ยาที่ช่วยให้นอนหลับที่ทำจากสารสังเคราะห์ ซึ่งอาจทำให้เราเกิดการติดยาได้ หันมาใช้สมุนไพรเพื่อช่วยชาติของเรากันดีกว่า



สมุนไพรกับอาหารไทย


สมุนไพรกับอาหารไทย


สมุนไพรที่ใช้ในอาหารไทยและใช้กันมากในเครื่องแกง เช่น พริกแห้ง พริกสด พริกไทย หัวหอมแดง กระเทียม ข่า ตะไคร้ เครื่องแกงบางอย่างจะใส่กระชาย ขมิ้น ขิง รากผักชีและเครื่องแกงบางอย่าง จะใส่ทั้งสมุนไพรและเครื่องเทศ คือ ลูกผักชี ยี่หร่า กานพูล อบเชย ลูกจันทน์ หรือดอกจันทน์ การใช้สมุนไพรและเครื่องเทศ ในรูปของน้ำพริกแกง จะมองไม่เห็นจะได้แต่กลิ่นในการใช้ ต้องใช้อย่างมีสัดส่วนถ้ามากเกินไปจะทำให้กลิ่นรสเป็นยา ถ้าใช้น้อยไปอาหารนั้นจะอ่อนเครื่องแกงไม่หอม
นอกจากนี้สมุนไพรที่ใส่ในอาหารโดยตรง เช่น ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด กระชาย หอม กระเทียม ใบสะระแหน่ พริกแห้ง พริกสด กระชาย ขมิ้นขาว ใบโหระพา พริกไทยสด สมุนไพรแต่ละชนิด จะมีคุณสมบัติเฉพาะตัวในเรื่อง กลิ่น รส ความสำคัญของสมุนไพร
ที่ใส่อาหารในรูปนี้ เพื่อช่วยลดความความของอาหาร เช่น ลดความคาวของปลา เนื้อ เป็นต้น อีกประการหนึ่งช่วยเพิ่ม ความหอมของอาหารจานนั้นๆ ความหอมของอาหารช่วยกระตุ้น ความอยากอาหารเมื่อได้กลิ่น เพิ่มความอร่อยของอาหารจานนั้นๆ ทำให้มีรสชาติต่างๆ กันในจาน เมื่อรวมอยู่ในจานเดียวกัน ซึ่งเป็นรสชาติที่ยากจะบอกตรงนี้ คือ เสน่ห์ของอาหารไทย การที่จะกินสมุนไพรให้อร่อยต้องกินในรูปอาหารและจะทำให้ อาหารจานนั้นอร่อยขึ้นกับเหตุผลหลายอย่างที่สำคัญที่สุดคือ ปริมาณที่ใส่ เช่น จะใส่ตะไคร้ซอย ปริมาณเท่าใดในพล่า หรือจะใส่ตะไคร้กี่ต้นในต้มยำกุ้ง และจะใส่เมื่อไรจึงจะทำให้อร่อย มีกลิ่นเป็นอาหารไม่เป็นกลิ่นยา เช่น ใส่ตะไคร้ในต้มยำเมื่อน้ำแกงเดือด
สมุนไพรในอาหารไทยไม่เพียงแต่เพิ่มคุณค่าของความอร่อย มีทั้งคุณค่าทางโภชนาการและมีสรรพคุณทางยา การที่จะกินให้อร่อย ต้องกินสมุนไพรที่ใส่ในอาหารนั้นด้วย จะเพิ่มรสชาติและแก้ความด้อย ของอาหารจานนั้น เช่น ต้มยำกุ้งกินแต่กุ้งหรือต้มยำปลากินแต่ปลา จะได้กลิ่นกุ้งกลิ่นปลาและรสชาติของกุ้งของปลา เมื่อกินตะไคร้ใบมะกรูด ในต้มยำจะทำให้กลิ่นและรสของกุ้งของปลาดีขึ้น หรือกิน แกงเขียวหวานไก่จะให้ความรู้สึกว่าเลี่ยน หวานมัน เมื่อกินใบโหระพาตาม จะลดความเข้มข้นของความหวานมันและถ้ายิ่งได้กินมะเขือพวง ในน้ำแกงเขียวหวานก็จะทำให้เลี่ยนและหวาน เพราะรสมะเขือพวง จะมีความขมเล็กน้อย
ขอเสนอแนะ ยำปลาทูกับสมุนไพรไทย เป็นรายการอาหารประจำครอบครัว

ส่วนผสม
ปลาทูนึ่ง 3 ตัว, ขิงซอย 2 ช้อนโต๊ะ, หัวหอมซอย 3 ช้อนโต๊ะ, พริกขี้หนูสวนซอย 1 ช้อนชา, ใบมะกรูดหั่นฝอย 1 ช้อนโต๊ะ, ต้นหอมซอย 1 ต้น, น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำปลา 1 ช้อนชา, น้ำมันสำหรับทอด 1/4 ถ้วย
วิธีทำ
  1. ใส่น้ำมันลงในกระทะตั้งไฟกลาง พอน้ำมันร้อน ทอดปลาทูให้เหลือง ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำมัน
  2. แกะปลาทูเอาแต่เนื้อยีเบาๆ พอเนื้อปลายุ่ย ผสมน้ำมะนาว กับน้ำปลาเข้าด้วยกัน ใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงในอ่างผสม ใส่ปลาทูใส่น้ำมะนาวเคล้าเบาๆ พอทั่ว
  3. ตักใส่จานเสิร์ฟกับข้าวร้อนๆ หรือจะทำเป็นไส้แซนด์วิช เป็นอาหารพกพาหรือจะใช้เป็นอาหารว่าง กินแบบเมี่ยง โดยใช้ใบชะพูลหรือผักกาดหอมห่อเป็นคำ ๆ



7 เคล็ดลับกินอย่างไรไม่ให้อ้วน

ในยุคที่กระแสคนรักสุขภาพกำลังได้รับความสนใจจากคนทั่วโลก รวมทั้งคนไทย การกินเพื่อสุขภาพคือสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องให้ความใส่ใจ เพราะการกินไม่ใช่แค่การสนองความต้องการหรือให้อิ่มท้องเท่านั้น หากแต่ยังต้องคำนึงถึงผลที่มีต่อสุขภาพด้วย
อ.กัญชลี ทิมาภรณ์ นักโภชนาการโรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า อาหารและสุขภาพเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกัน การเกิดโรคบางชนิดก็มีสาเหตุส่วนหนึ่งจากการกินอาหารที่ไม่เหมาะสม หลายคนเคยหลงรูป รส หรือความสะดวกรวดเร็วของอาหารที่แฝงไปด้วยพิษภัยอย่างเงียบๆ เช่น ฟาสต์ฟูด อาหารสำเร็จรูป เบเกอรี่ ขนมขบเคี้ยว น้ำอัดลมฯลฯ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการกินที่ผิดและตกยุค

ทั้งนี้ ปัจจุบันคนทั่วโลกต่างให้ความสนใจและหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น จนเกิดกระแสรักสุขภาพและการกินเพื่อสุขภาพตามมา ดังนั้น จึงขอแนะนำ เคล็ดลับการกินเพื่อสุขภาพเพื่อให้นำไปใช้กัน
1.ทานอาหารเช้าเป็นประจำ เพราะมื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดและควรเป็นมื้อที่มีคุณค่าครบทั้ง หมู่ในปริมาณที่เหมาะสม เพราะนอกจากจะช่วยเติมพลังให้ร่างกายและสมองแล้ว ยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดช่วยให้การเผาผลาญพลังงานดีขึ้น
2.เลือกอาหารจากธรรมชาติไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวบาร์เลย์(มอลต์) ถั่ว ข้าวสาลี (โฮลวีต) เมล็ดทานตะวัน เป็นต้น ซึ่งอาหารเหล่านี้มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นแหล่งรวมของแร่ธาตุ วิตามิน โปรตีนที่ปราศจากคอเลสเตอรอลและคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน มีสารแอนติออกซิแดนท์ ใยอาหารและปัจจัยอื่นช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังช่วยลดคอเลสเตอรอลและความดันโลหิตได้ หรืออาจเลือกอาหารที่มีส่วนผสมของธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ขนมปังโฮลวีต ซีเรียลจากมอลต์ เป็นต้น

3.เพิ่มผักผลไม้ในมื้ออาหารและทานเป็นประจำ เพื่อเพิ่มวิตามิน เกลือแร่และสารอื่นๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ช่วยนำคอเลสเตอรอลและสารก่อมะเร็งบางชนิดออกจากร่างกาย ทำให้ลดการสะสมของสารก่อมะเร็งบางชนิด และมีกากใยช่วยในการขับถ่าย ช่วยให้กระบวนการต่างๆ ในร่างกายดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4.ลดขนมขบเคี้ยวและขนมอบ ที่มีแต่ไขมัน เกลือ น้ำตาลและสารปรุงแต่งอื่นๆ ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ หากอยากทานขนมอาจหันมาทานขนมที่มีส่วนผสมของธัญพืชเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้กับขนมที่มีประโยชน์น้อย อย่างไรก็ตาม ควรทานในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้น
5.กินปลา ไข่และเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน อาหารเหล่านี้เป็นแหล่งโปรตีนที่ดี ช่วยเสริมสร้างร่างกายในผู้เยาว์และซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสื่อมสลายในผู้สูงวัย เป็นส่วนประกอบของสารสร้างภูมิคุ้มกันโรคติดเชื้อ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคอ้วน ไขมันในเส้นเลือดสูง เป็นต้น

6.ดื่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพแทนน้ำหวาน น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีน้ำตาลสูง การดื่มน้ำผักผลไม้ก็เป็นทางเลือกที่ดีเพราะอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามินและแร่ธาตุกว่า 50 ชนิด เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัน
7.ดื่มน้ำและนมให้เป็นนิสัย ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ แก้ว เพื่อช่วยระบบขับถ่ายและมีน้ำหล่อเลี้ยงในเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย และควรดื่มนมอย่างน้อยวันละ 1-2 แก้ว ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ เพราะนมอุดมไปด้วยคุณค่าโภชนาการสูง ช่วยในการเจริญเติบโตของเด็กๆ ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง โดยชนิดของนม ขึ้นอยู่กับวัย หากเป็นเด็กทีกำลังเจริญเติบโตควรเป็นนมจืดธรรมดา แต่ในผู้สูงอายุควรเป็นนมพร่องมันเนยเพื่อมีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอล

การกินเพื่อสุขภาพมีหลากหลายวิธี อยู่ที่ใครจะเลือกปฏิบัติแบบใด แต่หลักง่ายๆ คือทานอาหารให้ครบหมู่ ครบทุกมื้อ แต่เลือกชนิดและปริมาณที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังต้องออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยจึงจะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง อารมณ์ที่สดใส และห่างไกลจากโรคร้ายต่างๆ” อ.กัญชลี ให้คำแนะนำทิ้งท้าย

สารพัดผัก สารพัดประโยชน์

   สารพัดผัก สารพัดประโยชน์

   เรามาดูกันว่า นานา ผักต่างๆที่มีอยู่เกลือนกลาดนั้น มีสาระพัดประโยชน์ ทีี่ดีต่อร่างกายเรา เอ๊า เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าจ้าา

1  สะเดา (Neem  tree)
 มีเบต้าแคโรทีนสูง  บำรุงสายตา  เสริมระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้นอนหลับ
  
 2  ผักกาดขาว(Chinese white cabbage)
 ช่วยระบบย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ แก้ไอ มีโฟเลทสูง บำรุงคุณแม่ตั้งครรภ์
  
 3 ต้นหอม (Shallot)
 มีน้ำมันหอมระเหย บรรเทาอาการหวัด มีสารฟลาโวนอยด์ต้านมะเร็ง
  
 4  แครอท(Carrot)
 เบต้าแคโรทีนป้องกันโรคมะเร็ง มีแคลเซียม แพคเตท ลดระดับ คลอเลสเตอรอลได้
  
 5  หอมหัวใหญ่(Onion)
 มีสารฟลาโวนอยด์ ช่วยลดอาการของโรคหัวใจ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  
 6  คะน้า(Chinese kale)
 มีแคลเซียมและสารต้านอนุมูลอิสระสูง ป้องกันโรคกระดูกพรุน และมะเร็ง
  
 7 พริก (Chilli)
 มีแคปไซซินกระตุ้นการขยายตัวของหลอดเลือด ช่วยให้เจริญอาหาร ขับเหงื่อ
  
 8 กระเจี๊ยบเขียว(Okra)
 ลดความดันโลหิต บำรุงสมอง ลดอาการกระเพาะหรือลำไส้อักเสบ
  
 9 ผักกระเฉด(Water mimosa)
 ดับพิษไข้ กากใยช่วยระบบขับของเสีย เพิ่มการเผาผลาญสารอาหาร
  
 10  ตำลึง(Ivy  gourd)
 มีวิตามินเอสูง ดีต่อดวงตา เส้นใยจับไนเตรต ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร
  
 11 มะระ (Chinese bitter cucumber)
 มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส เป็นยาระบายอ่อน ๆ น้ำคั้นลดระดับน้ำตาลในเลือด
  
 12 ผักบุ้ง(Water  spinach)
 บรรเทาอาการร้อนใน มีวิตามินเอบำรุงสายตา ธาตุเหล็กบำรุงเลือด
  
 13  ขึ้นฉ่าย(Celery)
 กลิ่นหอม ช่วยเจริญอาหาร มีวิตามินเอ บี และซี บำรุงสมอง ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด
  
 14  เห็ด (Mushroom)
 แคลอรี น้อย  ไขมันต่ำ มีวิตามินดีสูง ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม เสริมกระดูกและฟัน
  
 15 บัวบก(Indian  pennywort)
 มีวิตามินบีสูง ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย บำรุงสมองและความจำ บำรุงผิวพรรณ ลดอาการอักเสบ
  
 16  สะระแหน่(Kitchen mint)
 กลิ่นหอมเย็นของใบให้ความสดชื่น ทำให้ความคิดแจ่มใส แก้ปวดหัว
  
 17 ชะพลู(Cha-plu)
 รสชาติเผ็ดเล็ก น้อย  แก้จุกเสียด ขับเสมหะ มีแคลเซียมสูง
  
 18 ชะอม (Cha-om)
 ช่วยลดความร้อนในร่างกาย ขับลมในลำไส้ มีเส้นใยคอยจับ อนุมูลอิสระ
  
 19  หัวปลี(Banana  flower)
 รสฝาด แก้ร้อนใน กระหายน้ำ และบำรุงน้ำนม มีกากใย โปรตีน และวิตามินซีสูง
  
 20  กระเทียม(Garlic)
 ลดไขมันในเลือด ป้องกันหัวใจขาดเลือด ใบกระเทียมมีโฟเลท เหล็ก วิตามินซีสูง
  
 21 โหระพา(Sweet  basil)
 น้ำมันหอมระเหยทำให้โล่งจมูก ช่วยระบายลม มีเบต้าแคโรทีน แคลเซียม
  
 22  ขิง (Ginger)
 บรรเทาอาการหวัดเย็น ลดอาการคัดจมูก รสเผ็ดร้อน แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ
  
 23 ข่า (Galangal)
 น้ำมันหอมระเหย ช่วยระบบย่อยอาหารขับลม มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา
  
 24 กระชาย(Wild ginger)
 บรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ บำรุงธาตุ มีวิตามินเอและแคลเซียม
  
 25 ถั่วพู(Winged bean)
 ให้คุณค่าทางอาหารสูง มีโปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส และสาร ช่วยย่อยกรดไขมันอิ่มตัว
  
 26 ดอกขจร(Cowslip  creeper)
 กระตุ้นให้รู้รสอาหาร ให้พลังงานสูง ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน
  
 27  ถั่วฝักยาว(Long bean)
 มีเส้นใย ช่วยลดคอเลสเตอรอล มีวิตามินซี ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็ก บำรุงเลือด
  
 28 มะเขือเทศ(Tomato)
 มีวิตามินเอสูง วิตามินซี รสเปรี้ยว ช่วยกระตุ้นน้ำย่อย และแก้อาการคอแห้ง
  
 29  กะหล่ำปลี(White cabbage)
 มีกลูโคซิโนเลท เมื่อแตกตัวจะเป็นสารต้านมะเร็ง และมีวิตามินซีสูง
  
 30 มะเขือพวง(Plate brush eggplant)
 ช่วยให้เจริญอาหารและช่วยลดความดันเลือด มีแคลเซียม และฟอสฟอรัส
  
 31  ผักชี(Chinese  paraley)
 ขับลม บำรุงธาตุ ช่วยย่อยอาหาร มีน้ำมันหอมระเหย แก้หวัด มีวิตามินเอและซีสูง
  
 32  กุยช่าย(Flowering chives)
 มีกากใยช่วยระบายของเสีย มีธาตุเหล็กช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง
  
 33  ผักกาดหัว(Chinese radish)
 แก้ไอ ขับเสมหะ เพิ่มภูมิต้านทางโรค มีสารช่วยให้กระเพาะอาหารและลำไส้บีบตัวได้ดี
  
 34  กะเพรา(Holy basil)
 แก้อาการจุกเสียดแน่นท้อง มีเบต้าแคโรทีนสูง ป้องกันโรคมะเร็ง และโรคหัวใจขาดเลือดได้
  
 35 แมงลัก(Hairy  basil)
 ช่วยย่อยอาหาร ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน ขับลม ขับเหงื่อ
  
 36  ดอกแค(Sesbania)
 กินแก้ไขช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง เป็นยาระบายอ่อน ๆ มีวิตามินเอสูง บำรุงสายตา
  
 37  หญ้าอ่อน
  กินเพิ่มความคึกคัก ให้กระชุ่มกระช่วย หัวใจสูบฉีด

..3 อาหารเช้า เพิ่มพลังสมอง..

..3 อาหารเช้า เพิ่มพลังสมอง..

3 Fast Food เพิ่มพลังสมองยามเช้า
ทีมนักโภชนาการชาวออสเตรเลีย ซึ่งศึกษาวัยรุ่น 800 คน พบว่า การได้รับประทานอาหารมื้อเช้า ที่มีสารอาหารบางประเภทช่วยในเรื่องการทำงานของสมอง โดยพบว่าทำคะแนนในห้องเรียนได้ดีขึ้น และมีสุขภาพจิตดีขึ้นด้วย เห็นแล้วอดไม่ได้ที่จะนำมาบอกต่อ เพราะนอกจากจะดีต่อสุขภาพสมองแล้ว วิธีทำก็แสนง่ายแบบที่ไม่ต้องกวนคุณแม่ และไม่เสียเวลาเตรียมมากนัก มาลองทำกันเลย
สูตรที่ 1 ซีเรียลจากธัญพืชที่ไม่ขัดสี เติมนมเปรี้ยวแบบไม่มีไขมันหรือไขมันต่ำ จากนั้นเติมกล้วยหอมหั่นเป็นชิ้นลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากัน
สูตรที่ 2 โยเกิร์ตแบบไม่มีไขมันหรือไขมันต่ำ ใส่ข้าวโอ๊ตบดหยาบและผลไม้ต่างๆ ตามชอบ เช่น กีวี แอปเปิ้ล สตรอว์เบอรี่ (ไม่ควรเป็นผลไม้ที่มีรสหวาน) คลุกเคล้าให้เข้ากัน
สูตรที่ 3 แซนด์วิชทูน่า ใช้ขนมปังไม่ขัดขาว เนื้อปลาทูน่า และที่ขาดไม่ได้คือมะเขือเทศสีแดงสด
ส่วนผสมหลักๆ บอกไปแล้วนะคะ ส่วนใครจะมีเคล็ดลับอะไร ก็สามารถเพิ่มเติมได้ตามใจชอบ อร่อยกันแล้ว อย่าลืมเพิ่มพลังสมองอีกทางด้วยการออกกำลังกายนะคะ
ที่มาจากนิตยสาร ชีวจิต

ธรรมะเย็นใจ : สอนใจตัวเองก่อน


ธรรมะเย็นใจ สอนใจตัวเองก่อน


เมื่อเราเป็นผู้ใหญ่  เป็นครู  เป็นพ่อแม่

มีลูกน้อง มีลูกศิษย์ มีลูก

สมมติว่าเราเป็นพ่อแม่มีลูก

เมื่อลูกทำผิดจริง ๆ แล้วเราโกรธ ใจร้อน อย่าเพิ่งสอนลูก

สอนใจตัวเองให้ระงับอารมณ์ร้อน ให้ใจเย็น ใจดี

มีเมตตาก่อน จนรู้สึกมั่นใจว่าใจเราพร้อมแล้ว

และดูว่าลูกพร้อมที่จะรับฟังไหม ถ้าเราพร้อม

แต่ลูกยังไม่พร้อม ก็ยังไม่ต้องพูด เพราะไม่เกิดประโยชน์

เราพร้อมที่จะสอน เขาพร้อมที่จะฟัง

จึงจะเกิดประโยชน์เป็นการสอน

ถ้าเราสังเกตุดู บางครั้งใจเรารู้สึกเหมือนอยากจะสอน

แต่ความเป็ฯจริงแล้วเราเพียงอยากระบายอารมณ์ของเรา

สิ่งที่เราพูดแม้เป็นเรื่องจริง แต่ก็แฝงด้วยความโกรธ

เพราะยังเป็นความใจร้อน มีตัณหา

ถ้าใจเราโกรธ พูดเหมือนกัน พูดคำเดียวกัน นั่นคือโกรธ

ถ้าใจเราดี ใจเขาดี คำพูดของเราเป็นประโยชน์ นั่นคือ

สอน

เมื่อเราอยู่ในสังคม สิ่งที่ต้องระวังคือ หากเห็นใครทำผิด

อย่ายึดมั่นถือมั่นในความรู้สึกและความคิดของตน

อย่ายินดี อย่ายินร้าย ใจเย็น ๆ  ไว้ก่อน

พยายามอบรมใจตนเองว่า

ธรรมชาติของคนเรา มักจะมองข้ามความผิดของตนเอง

ชอบจับผิดแต่คนอื่น

มองเห็นความผิดของคนอื่นเหมือนภูเขา

เห็นความผิดตนเท่ารูเข็ม

ตดคนอื่นเหม็นเหลือทน

ตดตนเองเหม็นไม่เป็นไร

ปากคนอื่นเหม็นเหลือทน

ปากของตนเหม็นไม่รู้สึกอะไร

เรามักทุ่มใจ ไปอยู่ที่ความรู้สึกนึกคิดของตนเอง

อย่าเชื่อความรู้สึก อย่าเชื่ออารมณ์ อย่ายินดี ยินร้าย

พยายามรักษาใจเย็น  ใจดี ใจกลาง ๆ

ปกติเราทำผิดเหมือนกัน เท่ากัน หรืออาจจะมากกว่าเขา

แต่ความรู้สึกของเรามักจะมากกว่าเขา

และไม่เห็นความผิดของตัวเองเลยน่ากลัวจริง ๆ

สังเกตุดู คนที่ขี้บ่น ขี้โมโหว่าคนอื่นทำอะไรไม่ดี ไม่ถูก

ตัวของเขาเอง คิดดี พูดดี ทำดีไหม....ก็อาจจะไม่

เราเองก็เหมือนกัน เมื่อเราเกิดอารมณ์ไม่พอใจ

อย่าเชื่อความรู้สึกให้ระงับอารมณ์เสีย ทำใจเป็นกลาง ๆไว้

อย่าเชื่อความรู้สึก

อย่าเชื่ออารมณ์

อย่ายินดียินร้าย

ธรรมะของพระอาจารย์มิตซูโอะ  เควสโก

วัดสุนันทวนาราม

บ้านท่าเตียน ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี
 จากหนังสือเหตุสมควรโกรธ....ไม่มีในโลก

ขอขอบคุณภาพจาก